จินตนา : หลวงพ่อติดตามข่าวสารมาตลอด หลวงพ่อมองแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมไทยอย่างไรบ้างคะ หลวงพ่อ : คงแก้ยาก เพราะขาดหลัก ไม่ได้ใช้หลัก พระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่สังคม มันต้องแก้คน คนแต่ละคน ถ้าเป็นคนดี จะเป็นปัญหาสังคมได้อย่างไร คนแต่ละคนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม หลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า การจะแก้ปัญหาสังคม จะต้องแก้ปัญหาของแต่ละคน ถ้าคนแต่ละคนเป็นคนดี ปัญหาของสังคมมันจะเกิดได้อย่างไร นี่เราไม่แก้กัน คนแก้ปัญหา ตัวของคนแก้ปัญหา มีปัญหาเยอะแยะ จะแก้ปัญหาคนอื่นได้อย่างไร หลวงพ่อพุทธทาสท่านสอนว่า การสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก คนแก้ต้องแก้ปัญหาตัวเองให้ได้ก่อนจึงจะไปแก้ปัญหาสังคมได้ ตอนนี้สังคมมีปัญหาเยอะแยะ เพราะจิตใจขาดหลักธรรมะ ขาดศีล ขาดวินัย จึงแก้ปัญหาสังคมไม่ค่อยได้ผล คุณจินตนาสังเกตไหมว่าเวลาประชุมแก้ปัญหาอาชญากรรม ความเลวร้ายต่าง ๆ ในทางสังคม บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลาย ท่านจะโยนปัญหานี้ให้คนยากจน ให้คนไม่มีการศึกษา คนได้รับการศึกษาต่ำ สร้างปัญหาอาชญากรรม และความเลวร้ายเกิดในสังคม โยนให้เขา มีบ้างไหม ที่เขาพูดว่าปัญหาอาชญากรรม ความเลวร้ายในสังคมทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นเพราะจิตใจ เพราะคนไม่มีศีลธรรม มีใครพูดไหม ถ้าจะแก้ ปัญหานี้ ก็คือที่จิตใจของคน พัฒนาคนให้มีศีลมีธรรม คนดีจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ คนยากคนจนจะไปซื้ออาวุธสงครามมาฆ่าคนได้อย่างไร จะค้าเฮโรอีนราคาเป็นหมื่นล้านแสนล้านได้อย่างไร มันทำไม่ได้ แต่เวลาเข้าประชุมในการที่จะปราบปัญหาเหล่านี้ โยนให้กับคนยากจน โยนให้คนที่ไม่มีอยู่มีกิน โยนให้กับคนที่ด้อยการศึกษาทั้งหลาย แล้วปัญหาอันนี้เราจะแก้ได้อย่างไร ซึ่งเขาพูดว่า เกาไม่ถูกที่คัน ก็แบบนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาสังคมไทยให้ได้ ทุกคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า ต้องมีศีลธรรม ถึงจะแก้ได้ สังคมไทยเราเป็นสังคมบริโภค ไปกินทำไมเหล้า ไปกินอะไรมากมาย ไวน์ไปกินทำไมขวดละแสน เอาเงินแสนไปสร้างโรงเรียนให้เด็กดีกว่า แก้ได้ไหม ไปเลี้ยงกันทีหนึ่งหมดเงินเป็นล้านไปเลี้ยงกันทำไม ทำไมไม่ไปสร้างโรงเรียนให้เด็กบ้านนอกมันเรียน ไปสร้างสุขศาลาให้คนบ้านนอกได้รักษากัน ได้คลอดลูกกันบ้าง ทำไม ไม่ทำ เอาเงินมาใช้อย่างนี้แล้วจะแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร คนแต่ละคนยังไม่แก้ปัญหาให้แก่ตนเอง หลวงพ่อรับรองว่า ถ้าไม่แก้ปัญหาอย่างนี้ ไม่มีทางแก้ได้ ถ้าไม่หวนไปใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า คุณจินตนาเห็นได้ชัด ในหลวง พระองค์แก้ปัญหาสังคมได้ เพราะท่านมีธรรมะ จึงแก้ปัญหาได้ที่นั่นที่นี่ โครงการพระราชดำริมีมากมาย ไม่มี ท่านก็พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกไปก่อน ท่านมีวินัย ท่านมีธรรมะ ท่านก็ไปช่วยสังคมอย่างได้ผล ทีนี้คนแต่ละคนระดับอย่างเรา ถ้าใช้หลักนั้นสิ เมืองไทยของเรานี่ก็คงจะแก้ได้ง่าย ไม่ใช่แก้ยาก แต่นี่มันขาดธรรมะ มันจึงแก้ไม่ได้ จินตนา : หลวงพ่อคะ ท่านมองอนาคตวัดไทย ดี.ซี. เป็นอย่างไรคะ หลวงพ่อ : ต่อไปเราคงต้องเน้นกับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ทำอย่างไรจะเข้าถึงเขาให้ได้ ดึงเอาเขาเข้ามาช่วยงานเรา ให้เขาเห็นความสำคัญของเรานั้นแหละเราจะอยู่ได้อย่างผสมผสานกันไป ตอนนี้เราก็มีอยู่บ้างแล้ว ถ้าเขาเห็นความสำคัญของเราว่า วัดไทยก็มีประโยชน์ต่อสังคมของเขาเขาก็จะให้ความร่วมมือ เราต้องพยายามทำความดีเอาไว้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความดีนั่นแหละจะช่วยสังคมเอาไว้ จินตนา : แนวทางการทำงานของพระธรรมทูตเป็นอย่างไรคะ หลวงพ่อ : แนวทางต้องยึดหลักของพระพุทธเจ้า เราต้องยึดหลักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วนี่เรายังไม่ได้ทำเลย พระพุทธเจ้าส่งพระธรรมทูตไปประกาศศาสนาครั้งแรกว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก โดยอาศัยอนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล และเพื่อความสุขของ เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งแต่ส่งสาวกออกประกาศศาสนาครั้งแรก ท่านสั่งไว้แล้ว เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างนั้น ยืนหยัดอยู่อย่างนั้น ถ้าเรามีพระธรรมทูตอย่างนี้ไม่ต้องมากหรอกเปอร์เซนต์ให้เพิ่มขึ้นหน่อย เราก็สามารถทำงานเพื่อพระศาสนาได้ดีขึ้น จินตนา : หลักธรรมข้อไหนที่หลวงพ่อยึดถือปฏิบัติมากที่สุดคะ หลวงพ่อ : พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าให้เป็นเหยื่อของกิเลส จงอยู่เหนืออารมณ์ฝ่ายต่ำ อย่าให้อารมณ์ฝ่ายต่ำมันอยู่เหนือเรา เท่านั้นแหละ ถ้าเราควบคุม คือ ใช้หลักของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ภูมิปัญญาและภูมิธรรม เดี๋ยวนี้ภูมิปัญญาเราพอมีได้ แต่ว่าภูมิธรรมนี่เราหายากเหลือเกิน นี่เป็นปัญหาใหญ่ จินตนา: หลวงพ่อเป็นนักอ่านหนังสือนะคะ ไม่ทราบว่าหนังสือเล่มไหนที่หลวงพ่อประทับใจและชอบมากที่สุดคะ หลวงพ่อ : หลวงพ่อก็อ่านไปเรื่อย ๆ หนังสือที่อ่านแล้ว เตือนจิตตนเองได้จริง ๆ ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็อ่านหนังสือของหลวงพ่อพุทธทาส คือท่านว่าแรง ๆ ด่าไปบ้าง อะไรบ้าง เรานึกเอ้อดีท่านด่าเรา เราก็ได้ข้อคิดเตือนจิตเราในด้านการสอนนั้นท่านก็สอนว่า การที่เราไปสอนคนนี่นะ ที่เราเขียนให้เขาดู เทศน์ให้เขาฟังอะไรมีอุปกรณ์สื่อสารพัด มันทำกันมากแล้วเดี๋ยวนี้ เราทำอย่างไร จะทำสิ่งที่ยากที่ลำบากที่เสียสละ ทำความดีให้เขาเห็น อันนี้เราประทับใจ เพราะเราจะไปอยู่ที่ไหน ต้องพยามทำสิ่งที่มันเป็นความดี อย่าให้มันเปลี่ยนแปลง อย่างหลวงพ่อไหว้พระสวดมนต์ก็ทำตลอดไม่เคยขาด ป่วยไข้อยู่ก็ลุกมาทำ ก็หมายความทำสิ่งที่ยากที่ลำบาก ที่เสียสละให้เขาเห็น อันนี้เป็นสิ่งที่หลวงพ่อประทับใจหนังสือของท่าน ในการเผยแพร่พระศาสนา ท่านบอกไว้อย่างนั้น และนอกจากนั้นท่านก็บอกว่าเราต้องทำให้อยู่เหนือกิเลสให้เขาเห็น อันนี้เราอาจจะไม่ได้ เพราะเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ก็อย่าให้มันครอบงำเรา อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง อาฆาตพยาบาทคนอื่น ก่อเรื่องก่อราวอย่าให้มันครอบงำเรา เราไม่ทำอย่างนั้น อันนี้เราก็อยู่เหนือความชั่วได้พอสมควร ในฐานะเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ จินตนา : หลวงพ่อคะ ในโอกาสที่ท่านจะเจริญอายุครบ ๖ รอบ ไม่ทราบว่าท่านจะให้ข้อคิดอะไรกับคนไทยที่นี่หรือว่าคนไทยในประเทศไทยบ้างไหมคะ หลวงพ่อ : ในเรื่องให้ข้อคิด หรือฝากความคิดก็ฝากมาอยู่เรื่อย ไม่ต้องถึง ๗๐ ปี ๗๒ ปี ๖ รอบอะไร ก็ให้มาอยู่เรื่อยตั้งแต่ออกทำงานศาสนาก็ให้ข้อคิดมาเรื่อยคือชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาก็อยากจะให้เป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาจริงๆ ชาวพุทธจริง ๆ ก็หมายความว่า ใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าให้เราอยู่ร่วมกัน แบบคนมีศาสนาแบบมีธรรมะ คืออยู่ร่วมกันแล้วอย่าให้เกิดปัญหา เวลานี้คนไทยเรานี้ ไม่ค่อยจะร่วมรักสามัคคีกันโดยใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าคอยมีปัญหาเรื่อย ตั้งแต่ส่วนย่อยจนถึงส่วนใหญ่ขึ้นไป แทนที่อะไรจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อพระศาสนา ต่อประเทศชาติบ้านเมือง แทนที่จะร่วมกันจัด ร่วมกันทำ ถ้าคนไทยเรานับถือ พระพุทธศาสนาจริง ๆ เป็นคนพุทธจริง ๆ เป็นคนมีศาสนา เป็นคนมีธรรมะจริง ๆ ในจิตใจ จะสร้างสรรประเทศของเราให้เจริญยิ่งกว่านี้ คุณจินตนาทราบไหมเวลานี้ คนไทยของเราทั้งฝ่ายวัดฝ่ายบ้านตกอยู่ในสภาพแห่งความประมาท พระพุทธเจ้าสอนว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คนประมาทก็คือคนตาย เราต้องเป็นคนไม่ประมาท ในเมื่อคนอื่นประมาท เราต้องเป็นคนตื่นอยู่ ในเมื่อคนอื่นหลับ ท่านบอกว่า ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราจะทิ้งคนที่ไม่มีกำลัง คือคนที่ไม่มีความตรู้ไว้ข้างหลัง เหมือนกับม้าฝีเท้าเร็ว ทิ้งม้ากระจอกไว้ข้างหลัง ฉะนั้น เวลานี้สภาพแบบนี้ มาตกอยู่กับสังคมไทย สังคมไทยประมาท สังคมอื่นเขาไม่ประมาท ไม่ได้ไปยกย่องเขา แต่การเผยแผ่ศาสนานี้ สังคมอื่น ศาสนา ลัทธิอื่นเขาทำกันจริงจัง เขาไม่ประมาท เห็นว่าคนไทยเราประมาท เดี๋ยวนี้พระไทยเราก็ประมาท เขาไปเผยแผ่ศาสนา ในเมืองไทย บ้านนอกเมื่อก่อนไม่เคยมี เดี๋ยวนี้ก็มีไปหมด เพราะฉะนั้น ปัญหานี้จึงอยากจะให้คนไทยต้องเป็นคนไม่ประมาทตามหลักของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นปัจฉิมวาจา ตอนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานท่านบอกว่า ท่านทั้งหลาย จงยังความประมาทให้ถึงพร้อมเถิดหมายความว่า เตือนสติให้ไม่ประมาท ต้องทำ ถ้าเราทำกันจริง ๆ เมืองไทยเราจะเป็นเมืองสวรรค์ เรามีสติเตือนตนตลอดเวลา เร่งหน้าที่ของเรา ใครมีหน้าที่อะไร ทำหน้าที่อันนั้น ๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่ประมาท |