ชีวประวัติ | หลวงตาชีกับการศึกษา | หลวงตาชีกับงานเผยแพร่ | หลวงตาชีกับวัดไทยฯดี.ซี. | สนทนากับหลวงตาช| กลับหน้าหลัก

คำให้สัมภาษณ์พิเศษของหลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ ชีวานันโท (หลวงตาชี) เจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องในโอกาสปีเผยแพร่ผลงาน ๗๒ ปี ชีวานันทภิกขุ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 
จินตนา : หลวงพ่อคะ ขอเรียนถามเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา การเริ่มตั้งวัดไทยฯ ดี.ซี. ค่ะ
หลวงพ่อ : ความจริงมูลเหตุการตั้งวัดไทยวอชิงตัน ดี.ซี. นั้น เรามีประวัติอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เข้าใจมูลเหตุแท้จริงที่เราเริ่มกันขึ้นมาที่จะให้มีวัดไทยวอชิงตัน ดี.ซี. นั้น ก็เนื่องจากในวันสงกรานต์ ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทางข้าราชการทุกหน่วยงานมีสถานทูตเป็นต้น และประชาชนชาว ดี.ซี. แมรีแลนด์ เวอร์จีเนีย ได้ไปนิมนต์พระสงฆ์จากวัดไทยลอสแองเจลิสมาเป็นประธานในการทำบุญสงกรานต์ในปีนั้น หลังจากที่ทำบุญสงกรานต์แล้ว ทางคณะข้าราชการ ตลอดทั้งพ่อค้าประชาชนทั่ว ๆ ไป ก็มีความคิดว่าอยากจะมีวัดที่นี่ ที่ ดี.ซี. ก็เลยมีการประชุมตกลง ทางสถานทูต และหน่วยงานต่าง ๆ ตอนนั้นก็มี หน่วยงานของ ก.พ. มี พ.อ. วิเชียร บุรณศิริ เป็นประธานเป็นตัวตั้งตัวตีในที่นี่ ได้ทำหนังสือขอนิมนต์พระมาประจำปฏิบัติศาสนกิจที่วอชิงตัน ดี.ซี. เขียนไปถึงท่านพระมหาโสบิน โสปาโก เป็นหัวหน้าสงฆ์ ที่วัดไทย ลอสแองเจลิสในสมัยโน้น คือในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านพระมหาโสบิน ก็มีหนังสือไปนิมนต์หลวงพ่อ ให้มาประจำปฏิบัติศาสนกิจ แต่เผอิญหลวงพ่อมาไม่ได้ เพราะทางเจ้าอาวาสทุ่งสาธิต คือ พระวชิรธรรมโสภณ (ในสมัยนั้นยังเป็นพระครูฯ) ท่านไม่อนุมัติให้มา ท่านบอกว่าที่วัดทุ่งสาธิต หรือวัดวชิรธรรมสาธิต พระโขนง กรุงเทพฯ นั้น ไม่มีพระอาจารย์ที่เทศน์สอนญาติโยม และสอนวิปัสสนากรรมฐาน ประจำวัดของท่าน จากนั้นก็มีภารกิจหลายอย่าง ที่ท่านมอบหมายให้หลวงพ่อเป็นผู้ทำ ท่านบอกว่าปีนี้ยังไปไม่ได้ หลวงพ่อก็เลยให้พระครูพิบูลโพธาภิรัติ วัดมหาธาตุฯ ซึ่งตอนนั้นท่านมาจำพรรษาที่วัดไทยลอสแองเจลิส เป็นเวลาสามพรรษาแล้ว ท่านจะกลับไปอยู่เมืองไทย ก็เลยขอร้องท่านให้ไปจำพรรษาที่ ดี.ซี. ก่อน และท่านก็เลยมา นิมนต์พระปลัดวรศักดิ์มาด้วย ก็เลยมาที่วอชิงตัน ดี.ซี. มาในปีนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ มาถึงก็เป็นวันจะเข้าพรรษาพอดี ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ (ค.ศ. 1974) ไปเปิดวัด ตอนแรกไปเช่าบ้านเขาอยู่ ที่ถนน Wayne เปิดในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๗ พระทั้งสองรูปท่านก็ปฏิบัติศาสนกิจที่นั่น พอออกพรรษาแล้ว ท่านทั้งสองก็กลับไป พระครูพิบูลโพธาภิรัติก็กลับไป พระปลัดวรศักดิ์ก็กลับไป ท่านพระมหาเกลี้ยงที่จำพรรษาอยู่ที่วัดไทยลอสแองเจลิส เป็นเวลาสี่พรรษาแล้วก็เลยมาที่นี่ มาอยู่ที่วัดไทย วอชิงตัน ดี.ซี. ท่านพระมหาเกลี้ยงก็ได้ทำหนังสือไปหาหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง และพระมหาโสบินก็ได้ทำหนังสือนิมนต์ ไปเป็นทางการ หลวงพ่อก็ขออนุมัติจากท่านเจ้าคุณฯ หรือพระครูฯ เจ้าอาวาสวัด ทุ่งสาธิต เมื่อท่านอนุมัติแล้ว หลวงพ่อก็ได้เดินทางมาในเดือนมกราคม ปีพ.ศ. ๒๕๑๘ มาพักที่วัดไทยลอสแองเจลิสอยู่ระยะหนึ่ง แล้วในกลาง เดือนกุมภาพันธ์ก็ได้บินมาที่นี่ แล้วก็ได้อยู่ที่นี่ตลอดมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้


จินตนา : ขอความกรุณาให้หลวงพ่อช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับวัดแรกที่ถนน Wayne ค่ะ
หลวงพ่อ : วัดที่ถนน Wayne ตอนแรกเป็นบ้านเช่าอยู่ หลวงพ่อมาอยู่ก็ทำหน้าที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่กับพระมหาเกลี้ยงสองรูป ก็ได้ชักชวนประชาชน ได้บริจาคตั้งทุนขึ้นมา ทุนละ ๕๐ เหรียญ แล้วก็มีคนบริจาคมาเรื่อย ๆ ก็เลยได้ซื้อบ้านหลังนั้นในปีนั้น ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด เป็นสมบัติของวัด ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๑๘ นั่นเอง อยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๕ ปีเศษ วัดเริ่มมีกิจกรรมเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรมของไทย คือ เราเปิดสอนภาษาไทย และต่อมาก็สอนรำไทยเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ เกี่ยวกับกิจกรรมของพระพุทธศาสนาก็มีสอน วิปัสสนาให้คนอเมริกัน หลวงพ่อสอนเป็นประจำ อาทิตย์ละสองวัน มีคนมาปฏิบัติ ดำเนินไปเรื่อย นอกจากนั้นกิจกรรมทางศาสนาที่เป็นวันสำคัญ อย่างวันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา เราก็ทำมาเรื่อย ๆ เมื่อประชาชนเห็นความสำคัญของศาสนา ได้รับความรู้ความเข้าใจที่พระสงฆ์ท่านชี้แนะแนวทางให้ ก็มีคนศรัทธาเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ กิจกรรมของวัดมากขึ้น ๆ สถานที่จึงคับแคบ ทางคณะกรรมการของวัด พิจารณาควรที่จะย้ายที่ใหม่ หากันไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายปี สองสามปีเลยมาเจอบ้านหลังหนึ่งที่ถนนจอร์เจีย ก็เลยมาซื้อที่นั่น หลังจากอยู่ที่ถนน Wayne เป็นเวลา ๕ ปีเศษ เกือบ ๖ ปีก็ย้ายมาที่ใหม่ ซื้อบ้านหลังนั้นในราคา ๒๐,๐๐๐ เหรียญฯ


จินตนา : เมื่อย้ายมาอยู่ที่ถนนจอร์เจีย วัดมีกิจกรรมสำคัญอะไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : วัดที่ถนนจอร์เจีย กว้างขวาง มีกิจกรรมเพิ่มขึ้น คนก็รู้กันมากขึ้น ๆ หลวงพ่อก็ได้เขียนหนังสือตั้งแต่มาอยู่เริ่มแรก เขียนหนังสือลงนิตยสารของวัด แต่ก่อนนี่เป็นแผ่น ๆ ยังไม่เป็นเล่ม มหาเกลี้ยงก็เป็นคนพิมพ์ หลวงพ่อก็เป็นคนเขียน สองเรื่องด้วยกัน เรื่องหนึ่งเรียกว่า เสียงธรรมจากวัดไทย อีกเรื่องหนึ่งเรียกว่า เสียง ธรรมจากหลวงตาชี เมื่อคนได้อ่านหนังสือ คนก็มีความรู้ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของวัดวาศาสนา ของพระสงฆ์ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่ เป็นประโยชน์แก่สังคมของคนไทยเรา กิจกรรมก็เพิ่มมากขึ้น นอกจากสอนภาษาไทย วัฒนธรรมไทย กิจกรรมที่สอนศาสนาให้คนมีความรู้ความเข้าใจ ในศาสนพิธีก็เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น กิจกรรมของพวกที่จะมานั่ง สมาธิจิต ที่ย้ายมาจากถนน Wayne ก็เพิ่มมากขึ้น เราไปทำข้างบนเป็นที่ปฏิบัติกรรมฐาน เป็นที่ปฏิบัติวิปัสสนา ก็มีคนมาใช้ทุกอาทิตย์ โดยเฉพาะวันเสาร์ แต่ก่อนเปิดสอนวันเสาร์ สำหรับคนทั่ว ๆ ไป กิจกรรมมันก็มากขึ้น เวลามีงานใหญ่ ๆ โดยเฉพาะงานสงกรานต์ ซึ่งก็มาจากต่างรัฐ จากนอร์ธแคโลไรนาก็มี ทีนี้ก็เป็นปัญหากับชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นคนมาก ๆ แต่ปัญหาก็มีไม่มากมาย เขาวิพากษ์วิจารณ์ไปหน่อย กิจกรรมของเรามีมากขึ้น คนสนใจ ใช้หลักธรรมทางศาสนามากขึ้น ใช้บริการมากขึ้น ทางคณะกรรมการฯ ก็เลยปรึกษาหารือกัน ควรจะหาที่ใหม่ เราก็ไปหาที่ใหม่ แสวงหาที่โน่นที่นี่เป็นเวลาตั้งหลายปี จนมาถึงที่ปัจจุบันทุกวันนี้ เห็นว่าสถานที่นี่เป็นป่า มีลำธาร มีน้ำไหล รู้สึกสงบดี แต่ว่ามันเสียอยู่หน่อยก็คือ มันต่ำกว่าถนน เป็นแหล่งของน้ำ แต่ว่าเราก็พออยู่ได้ มันเหมาะกับกำลังของเรา กำลังทรัพย์ กำลังคน กำลังความสามารถ ที่เราซื้อแล้ว เราจะอยู่ได้ ไม่มีปัญหา ก็เลยตกลงเอาที่นี่


จินตนา : ไม่ทราบว่าทำไมชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า หลวงตาชี คะ
หลวงพ่อ : เวลาหลวงพ่อเขียนหนังสือ หลวงพ่อใช้นามปากกาว่า หลวงตาชี คนต่างรัฐต่างเมืองอ่านบทความ ข้อความที่เขียนไป เขาก็ติดปากหลวงตาชี หลวงตาชี ตัวจริงคืออะไรเขาก็ไม่รู้ ทีนี้ทำไมต้องหลวงตาชี พระผู้ใหญ่บางท่านถามว่า ทำไมต้องใช้หลวงตา หลวงตาทำไมต้องเป็น ชี ได้ชี้แจงว่า นามฉายาของผม ชีวานันโท ก็เลยเอาตัวต้นคำว่า ชี มาเป็นหลวงตาชี ทำไมต้องเป็นหลวงตา ที่ใช้นามปากกาว่า หลวงตา ก็เพราะว่า อยากจะให้คนสนใจ ถ้าชื่อว่า พระมหาสุรศักดิ์ เขาคงไม่สนใจ ชื่อ หลวงตาชีนี่ เขาอาจจะสนใจบ้าง ก็เลยใช้นามปากกาว่า หลวงตาชี ซึ่งก็ได้ผล เขาก็ติดปากว่า หลวงตา หลวงตา ไปที่ไหนเขาก็เรียก หลวงตาชี

 

จินตนา : ท่านเขียนหนังสือมามากนะคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้ผลงานการเขียนของท่านมีกี่เล่ม หนังสือที่ท่านเขียนเรื่องไหนที่ท่านประทับใจมากที่สุดคะ
หลวงพ่อ : ที่เขียนนี่ ส่วนใหญ่ก็เขียนไปเรื่อย ๆ หลวงพ่อได้ความรู้จากที่โน่นที่นี่ อ่านจากที่โน่นที่นี่ ผสมผสานกัน เพื่อให้คนอ่าน ให้คนสนใจ ก็เลยเขียนแบบภาษาง่าย ๆ ไม่ใช้ภาษาหนังสือ ไม่ใช้ภาษาสำนวน เขียนภาษาแบบธรรมดา ๆ คนอ่านก็เข้าใจ ไม่ต้องไปคิดอะไร ก็เลยใช้วิธีอย่างนี้เรื่อยมา ก็รู้สึกว่าได้ผล คนอ่านเขาเข้าใจ เขาไม่ต้องไปคิดให้มันปวดหัว คิดด้วยตนเองว่าจะทำอย่างไรให้คนอ่านเขาเข้าใจ เขามีความเข้าใจ โดยที่เขาไม่ต้องคิด เหมือนกับคนที่กินอาหาร ซึ่งแม่ครัวปรุงดี ๆ แล้ว เราก็เลยพยายามทำอย่างนั้น คนส่วนใหญ่อ่านแล้วเขาก็เขียนจดหมายมาขอเพิ่ม ขอให้เพื่อนบ้าง มาชมเชยบ้างก็มีแยะเหมือนกัน เรื่องเนื้อหาสาระก็เขียนมามาก ก็เรื่องสั้น เขียนสั้น ๆ จบในบท ๆ เฉพาะข้อความ ถ้าเป็นเรื่อง ก็มีสองสามร้อยเรื่อง แต่เรื่องใหญ่ ๆ ที่เขียน เป็นเรื่องนิทานอิงธรรมะ ก็มีเรื่อง กฎแห่งกรรม ตอนที่หลวงพ่อมาอยู่ใหม่ ๆ ก็เขียนเรื่อง คนเป็นหมา หมาเป็นเทวดา เขียนออกไป คนอ่านก็ตื่นเต้น บางคนก็ว่า พระอะไรพูดไปได้ ไปด่าคน เขาก็ว่าเรา คือมีคนรุ่นโน้น เขาก็บอกว่า ทำไมพระจึงมาพูดอย่างนี้ ไปด่าคน มาคุยสิ อยากรู้ต้นเหตุหรือเหตุผล หลวงพ่อว่า ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ พอเขามาคุย ก็อธิบายให้ฟัง คนเป็นหมา หมาเป็นเทวดาเป็นยังไง โอ้...เข้าใจ เขียนมาเรื่อย ๆ เขียนไปจนเขาเลิกพูด



จินตนา : มีเรื่องหนึ่งที่ท่านเขียน เรื่อง Tomorrow Man ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ท่านกรุณาเล่ารายละเอียดว่า มีเนื้อหาสาระเป็นอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : คนเราเวลานี้ ชอบเป็นคนพรุ่งนี้ ก็เลยมาเขียนว่า มนุษย์ทำไมต้องพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เรื่อย โดยเฉพาะคนไทยเราชอบเป็นคนวันพรุ่งนี้ ทำอะไรพรุ่งนี้ก่อน รอเดือนหน้าก่อน รอปีหน้าก่อน ผัดไปเรื่อย ๆ พระพุทธเจ้าสอนว่า จะทำอะไร ต้องทำวันนี้ อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง กิจที่ต้องทำ ต้องทำวันนี้ วันนี้ วันพรุ่งนี้ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็ดี อดีตก็ดี ทำปัจจุบันให้ดีเท่านั้นแหละ ก็พยายามทำอย่างไรจะให้คนทำอะไรเดี๋ยวนี้ ทำในเวลานี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ให้ผัดวันประกันเวลา การผัดวันประกันเวลานี้ เป็นลักษณะของคนประมาท ตามหลักของศาสนา เราจะเห็นคนอเมริกัน ทำก็ทำ ไม่ชอบผัด คนไทยเราชอบผัดนั่น ผัดนี่ ชอบผัดไปเรื่อย ๆ ผลสุดท้าย ไม่ได้ทำอะไรสักที ไม่เสร็จสักที อย่างรัฐบาลนี่ ก็ผัดไปเรื่อย เช่นการสร้างสนามบินที่หนองงูเห่าก็ผัดไปเรื่อย กี่รัฐบาลแล้ว ไม่เสร็จสักที ทำไมต้องเป็นคนพรุ่งนี้ ทำวันนี้ ให้มันเสร็จวันนี้ ต้องการอย่างนั้น ก็เลยเขียนเรื่อง Tomorrow Man

 

จินตนา : เกี่ยวกับนิยายอิงธรรมะ หลวงพ่อเขียนไว้มีเรื่องอะไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : นิยายอิงธรรมะ ก็เขียนเรื่อง สตรีผู้รักธรรม เรื่องนี้ก็มีคนสนใจอ่านกันมากเหมือนกัน พิมพ์ครั้งเดียวก็หมด เพราะเราไม่มีทุนพิมพ์ สุภาพสตรีอ่านกันมาก หลวงพ่อนำเรื่องของนางวิสาขาเป็นตัวละคร แล้วก็เขียนบรรยายธรรมะแทรกไปเรื่อย ๆ นอกจากนั้นก็มีเรื่อง แรงพยาบาทพระอินทร์เมืองคน ที่ยังไม่ได้พิมพ์ก็มี เศรษฐีพิสูจน์พระ ศิษย์ทรยศ ศิษย์กตัญญู

จินตนา : ไม่ทราบว่า หลวงพ่อใช้เวลาช่วงไหนเขียนหนังสือคะ
หลวงพ่อ : เขียนไปเรื่อย ๆ ปกติหลวงพ่อมาอยู่ที่นี่ นอนอย่างมากก็สี่ชั่วโมง ห้าชั่วโมง ปกติจะเข้าจำวัดสามทุ่มหรือสี่ทุ่ม ตื่นตีสาม ตีสี่ ส่วนมากก็ดูหนังสือ และเขียนหนังสือไปเรื่อย ๆ คิดหาหัวข้อเรื่อง ทำยังไง จะใช้ธรรมะ ทำยังไงจะให้คนสนใจธรรมะ ทำยังไงจะเขียนธรรมะให้คนมีความรู้ความเข้าใจ ก็คิดไปเรื่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ ตามความคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้น เรื่องเขียนทั้งหลาย จึงเรียกว่า ข้อเขียนจากความคิด เป็นเรื่องสั้น ๆ เช่น รวยทรัพย์อับปัญญา คนพาลได้ยศคนดีแตก ตั้งชื่อแปลก ๆ ให้คนสนใจ เป็นเรื่องสั้น ๆ จบในตอน อาศัยธรรมะเป็นหลักไว้ ก็เขียนอธิบายไป

จินตนา : หนังสือที่หลวงพ่อเขียน ไม่ทราบว่ามีการเผยแพร่ในประเทศไทยบ้างไหมคะ
หลวงพ่อ : มีบ้าง เจ้าภาพนำไปพิมพ์ที่มหาจุฬาฯ เขาก็แจกครูบาอาจารย์ พระนิสิตมหาจุฬาฯ และส่งไปแจกตามห้องสมุด แต่ยังไม่กว้างขวางนัก เพราะเรายังไม่มีทุน พิมพ์ครั้งหนึ่งก็สองพัน เรื่อง คน คน คน คุณหญิงสุวิสาส์ กีรติบุตร ก็พิมพ์เพิ่มเติมไปแจกทางเหนือแถวลำปาง



จินตนา : ทราบว่าหลวงพ่อให้ความสำคัญต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาก ไม่ทราบว่าขณะนี้มีโครงการอะไรที่กำลังดำเนินการอยู่คะ
หลวงพ่อ : โครงการนี้ มีมานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นที่หลวงพ่อมาอยู่ที่นี่ เริ่มว่าทำยังไง ที่จะให้คนไทยทั้งที่อยู่ในเมืองไทย และที่อยู่ที่นี่ ที่นับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมในทางพระพุทธศาสนา คนไทยมีวัฒนธรรมแบบไสยศาสตร์มาก คือเชื่อแบบไสยศาสตร์ ทำอย่างไรจะทำให้คนไทยมีวัฒนธรรมแบบวิทยาศาสตร์ หรือแบบพุทธศาสตร์ พยายามโน้มเข้าหาธรรมะเรื่อย ๆ คือไม่ทิ้งธรรมะ จนทำให้ธรรมะติดอยู่ในปาก ติดอยู่ในใจของคน พยายามดึงเข้าหาศีล ยกย่องศีล เชิดชูศีล เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าคนไม่มีศีล ทำความเจริญไม่ได้ ทั้งทางด้านส่วนตัว ทั้งด้านสังคม ก็พยายามทำอย่างไรจะให้คนเข้าใจ ใช้หลักอย่างนี้มาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่า มันพอจะโน้มน้าวจิตใจของคนได้บ้าง ทีแรกที่มาอยู่ที่นี่ ก็อยากจะทำสิ่งที่จะเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ตอนหลังมีบางท่านนำเอาไสยศาสตร์มาเผยแพร่ในอเมริกามากขึ้น ๆ คนก็ไปติดอยู่ในส่วนนี้มาก ซึ่งหลวงพ่อไม่เคยทำอย่างนั้น พยายามยืนอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า แม้สิ่งเหล่านั้นจะแทรกเข้ามาอยู่ในวัดที่นี่บ้าง แต่ไม่ค่อยมีอะไรที่มันนอกรีดนอกรอยมากเกินไป มีบ้างนิดหน่อย เช่น พรมน้ำมนต์ แต่ก็ไม่มากมายนัก อย่างเรื่องอื่นก็มีคนถามว่า ทำไมวัดหลวงพ่อไม่มีเสี่ยงเซียมซี ทำไมจึงไม่มีนั่นมีนี่ หลวงพ่อก็บอกว่ามันนอกรีดนอกรอย นอกศาสนา ไม่ต้องมี เราไม่ต้องเสี่ยงสิ่งเหล่านั้น เอาหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าไปใช้ แล้วเราก็จะเป็นคนมีลาภ มีผล ต้องอาศัยหลักธรรมะอย่างเดียว อย่างอื่นมันช่วยไม่ได้หรอก

 

จินตนา : สำหรับคนไทยที่อยู่ที่นี่ ท่านคิดว่าเขาเข้าถึงพุทธศาสนา บ้างไหมคะ
หลวงพ่อ : ที่เข้าถึงจริง ๆ เปอร์เซ็นต์ยังมีน้อย ก็บอกอยู่แล้วคนไทยเรา ยังมีวัฒนธรรมแบบไสยศาสตร์อยู่ ยังมีความเชื่ออย่างนั้น แบบวิทยาศาสตร์ใฝ่รู้ไม่ค่อยจะมี มีแต่จะให้คนอื่นมาช่วย อย่างตัวเองตกทุกข์ได้ยากลำบาก แทนที่จะแก้ด้วยปัญญาของตัวเอง แต่ไปบูชาเทวดา ให้เทวดามาแก้ให้ เทวดาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จะมาแก้ให้เราได้อย่างไร สิ่งศักดิ์ศักดิ์ อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแก้ให้ เราเป็นคนรู้ เจ้าของปัญหาเราก็ต้องแก้ปัญหาเรา ใช้สติปัญญา ใช้หลักพระพุทธศาสนาแก้ โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ เมืองไทยของเราก็รู้สึกว่า เรื่องวัฒนธรรมแบบไสยศาสตร์เผยแพร่กันมากเหลือเกิน ในรูปแบบของการแจกวัตถุมงคล อย่างโน้นอย่างนี้สารพัด ทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา มันมากขึ้น ๆ เราเป็นส่วนน้อย แทรกเข้าไป บางทีก็สู้เขาไม่ค่อยจะไหว แต่หลวงพ่อก็ภูมิใจที่ยืนหยัดในหลักของเราอย่างนี้



จินตนา : หลวงพ่อคิดว่า หลักธรรมนำชีวิต จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของชาวพุทธอย่างไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : ถ้าเราทำได้ เราใช้หลักธรรมนำชีวิต มันมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ทีเดียวแหละ ปัญหามันจะไม่มี แต่ก็พยายามทำ คนที่จะนำหลักธรรมไปใช้นี้ มีก็ยังมีเปอร์เซ็นต์น้อย แต่เราทำกันไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งมันก็คงได้ พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ความพยายามนี่ ถ้าเราพยายามอยู่ มันก็สามารถที่จะทำสิ่งที่เราต้องการให้มันสำเร็จได้วันใดวันหนึ่ง อยู่ที่ความพยายามที่มันติดต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ

 

จินตนา : การที่เรามาตั้งวัดไทยในประเทศอเมริกานี้ ท่านคิดว่า ศาสนาพุทธได้เผยแพร่ไปสู่ชาวต่างชาติบ้างไหมคะ
หลวงพ่อ : ในเรื่องของคนต่างชาติ ศาสนานี้ก็มีบ้าง แต่ว่าเปอร์เซ็นต์มันยังน้อย เพราะว่า เราขาดสื่อการสอนมากมายเหลือเกิน บุคลากรในด้านพระเจ้าพระสงฆ์ ในด้านภาษาที่จะชำนิชำนาญ พูดเหมือนกับภาษาไทยนี่ไม่ค่อยจะมี นอกจากสื่อการสอนในเรื่อง เป็นวีดีโอเทปก็ดี เทปก็ดี หนังสืออ่านก็ดี ตำรับตำราเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ภาษาง่าย ๆ ที่ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจ เราก็ยังมีน้อย ก็ยังไม่ค่อยแพร่หลาย ชาวอเมริกันที่เขารู้พระพุทธศาสนาส่วนใหญ่เขาก็อ่านหนังสือจากฝ่ายมหายาน ชาวญี่ปุ่น ชาวเกาหลีที่เขียนไว้มากเกี่ยวกับตำราพระพุทธศาสนา เขาใช้ภาษาง่าย ๆ หลวงพ่อก็อ่านของเขามากเหมือนกัน รู้สึกว่าเขาเขียนง่าย ๆ เหมือนกับภาษาชาวบ้านธรรมดา ของไทยเราบางทีที่เขียนใช้หลักวิชา คนไทยอ่านก็ไม่รู้เรื่อง ยิ่งพวกฝรั่งอ่านก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง ถ้าภาษาเขาถ่ายทอดให้มันง่าย ชาวบ้านเขารับได้ ต่อไปก็คงดี แต่ว่าในอนาคตต่อไปก็คงดีขึ้น คนรุ่นหลังเขาคงทำได้ดี อันนี้เรามาวางรากฐานให้เขา ถ้าคนรุ่นหลังเขาพยายามต่อไป มันก็คงจะได้ผล เท่าที่สังเกตดู เพราะของเขา ศาสนาลัทธิอื่นไปเผยแพร่ในเมืองไทยของเราใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปี ของเราพึ่งเข้ามาที่นี่ ๒๐ ปีเท่านั้นเอง เวลายังสั้นเหลือเกิน แต่จะไปหวังผลอย่างอื่นมากมายนักก็ไม่ได้ หลวงพ่อมาอยู่นี่ก็มีเหมือนกัน ให้คนอเมริกันไปบวชเป็นพระ แต่ก่อนนี้เขามาฝึกสมาธิด้วย อาทิตย์ละสองวัน มีคนหนึ่ง เขาก็ไปบวช ตอนนี้เขาก็บวชมาสิบพรรษาแล้ว เขาก็ยังอยู่ ไปสอนที่โน่นที่นี่ นี่ด้านพระ ด้านฆราวาสก็มีคนมาขอเปลี่ยนศาสนา ขอนับถือพุทธศาสนาก็หลายคน ก็พอมีบ้าง แต่ว่าเปอร์เซนต์มันยังไม่มากนักที่จะให้เขามารับงานของเรา ได้บ้างก็มาเป็นกรรมการวัด ช่วยกิจกรรมของวัด แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจนัก แต่ว่าในอนาคตต่อไปเราก็คงทำกันได้ เพราะว่าคนรุ่นหลังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ก็ค่อยทำกันไป เรื่องปัญหาศาสนาเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนถี่ถ้วน คนในเวลานี้ต่างก็ยึดเรื่องของตัวเอง เขาก็พยายามที่จะไม่ให้คนของตัวเองเปลี่ยนไป แต่ข้อสำคัญ ของเรานี่มันเปลี่ยนไปเรื่อย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องทำกัน


จินตนา : ไม่ทราบว่า คนอเมริกันมาศึกษาพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมมากน้อยเพียงไรคะ
หลวงพ่อ : แต่ก่อนเขาสนใจมาฝึกสมาธิ เวลานี้ มีนักศึกษานักเรียนมาเรียนกัน มาศึกษากัน เพราะทางโรงเรียนเขาให้ทำรายงานเกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ เช่น นักเรียน High School หรือบางทีนักศึกษาจากวิทยาลัยเขาก็มาถามเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแบบไทย เพื่อไปทำรายงาน ตอนนี้ก็มีมากขึ้น นักเรียนมีมาทุกอาทิตย์

จินตนา : หลวงพ่อคะ การฝึกสมาธิมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : ที่เราฝึกสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนา ความจริงก็มีประโยชน์ ชีวิตประจำวันของเรามีปัญหามาก ทางพระพุทธศาสนาสอนคนให้ชำระจิตของตนให้สงบ ก็เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันนั่นเอง ไม่ใช่อย่างอื่น บางคนเข้าใจว่าไปนั่งสมาธินี่แล้วจะต้องไปสวรรค์นิพพาน อย่าไปคิดอย่างนั้น ความจริงตามหลักของพุทธศาสนาต้องการให้คนฝึกจิตใจของตนให้สงบ โดยเฉพาะชาวบ้านมีปัญหามาก ถ้าเราฝึกจิตของเราให้เป็นสมาธิ คำว่า สมาธิหมายถึงจิตมั่นคงหนักแน่น ใครมีหน้าที่ยังไงก็หนักแน่นในหน้าที่ของตน เป็นนักศึกษานักเรียน ก็มั่นคงในหน้าที่ของนักศึกษานักเรียน เป็นชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ทำธุรกิจอะไรก็ตาม ให้จิตใจหนักแน่นในหน้าที่ของตนเอง ต้องการอย่างนั้น ทีนี้เวลานี้คนเราไม่มีจิตใจหนักแน่น จิตใจเปลี่ยนอยู่เรื่อย ถ้าฝึกได้จะเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของคนที่เป็นชาวบ้านได้มากที่สุด ไม่ต้องไปมุ่งถึงนิพพานอะไรหรอก แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันนั่นแหละ ฝึกได้จะเป็นประโยชน์ได้ยิ่งใหญ่ไพศาล คนที่มีความรู้ เรียนมาเหมือนกัน คนหนึ่งมีสมาธิดี คนหนึ่งไม่มีสมาธิ มีแต่ความรู้ สู้คนที่มีสมาธิ และมีความรู้ด้วย ทำงานจะได้ผลกว่า เพราะฉะนั้น จิตใจมั่นคง ทำอะไรก็สำเร็จได้

จินตนา : หลวงพ่อคิดว่าการฝึกสมาธิ ควรจะฝึกตั้งแต่เด็กเลยไหมคะ
หลวงพ่อ : ทำได้แต่เด็กนี้ดีที่สุด แต่นี่เรายังไม่มี ก็เลยมาฝึกตอนโตแล้วก็เลยไม่ได้ เพราะฝึกตั้งแต่เด็กนี่ เด็กยังไม่มีอะไร ฝึกง่าย รับสมาธิได้ง่าย เพราะจิตใจของเด็กยังไม่มีปัญหาอะไรมากมาย ประสบการณ์ชีวิตก็ยังมีไม่มาก พอฝึกสมาธิ ก็ได้ดีกว่าผู่ใหญ่ หลวงพ่อเคยสอนมา เด็กนี่ฝึกง่ายกว่าผู้ใหญ่ ง่ายกว่าพระกว่าเณรด้วย ที่นี้ต่อมาชาวบ้านทั่วไป ฝึกสมาธิง่ายกว่าพระสงฆ์สามเณร สามเณรก็ฝึกง่ายกว่าพระ พระก็ยากขึ้นมา พระยิ่งมีความรู้มาก พระแก่พระเฒ่ายิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ถ้าฝึกตั้งแต่เด็กได้ก็จะดี เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด

จินตนา : หลวงพ่อคะ การฝึกสมาธิจะช่วยในการรักษาโรคได้ บ้างไหมคะ
หลวงพ่อ : มันก็มีบ้างเฉพาะโรคที่มันจะหาย ไม่ใช่หายไปหมด บางโรคบางอย่างหมอก็ไม่รู้ มันเกิดด้านจิตใจ เพราะฉะนั้น ก็ใช้พลังจิตไปช่วย เพิ่มพลังจิตให้ อำนาจจิตที่เราฝึกสมาธิดีแล้ว คือโรคบางอย่าง มันหายได้ แต่ไม่ใช่หายทุกโรค เวลาเรานั่งสมาธิ สมาธิดี ๆ เราเพ่งร่างกายมันก็เห็น ขยายร่างกายออกเป็นส่วน ๆ อันนั้นเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนี้- เส้นโลหิตใหญ่ เส้นโลหิตฝอย เราก็รู้ มันมองเห็นได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการให้ใช้ในลักษณะอย่างนี้ พระพุทธเจ้าต้องการฝึกสมาธิให้เห็นสภาพจิตใจที่มันมีกิเลส ทำไมมันมีความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วนี่มันมีได้ยังไง แล้วจะทำลายมันได้อย่างไร พระพุทธเจ้าต้องการอย่างนั้น ให้เห็นสิ่งเหล่านี้ ส่วนโรคภัยเป็นเรื่องของหมอ เขาทำกันไป พระพุทธเจ้า ต้องการรักษาโรคในทางจิตใจ

จินตนา : จำเป็นหรือเปล่าคะที่จะต้องนั่งสมาธิทุกวัน
หลวงพ่อ : ถ้าเราไม่มีสมาธิ ก็ต้องนั่งทุกวัน จิตใจยังไม่ถึงที่สุด เราก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ พระพุทธเจ้าว่า วายะเม ปริเถ ปุริโส เกิดเป็นคน ก็ต้องพยายามเรื่อยไป คนเรายังไม่สำเร็จ สำเร็จแล้วก็ไม่ต้องทำแล้ว กิจที่เราต้องทำ ยังมีอยู่ ต้องทำไปเรื่อย ๆ จนเห็นหลักของพระพุทธศาสนา เรายังเป็นปุถุชน เรายังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านบอกว่า ทำเรื่อยไป คือ หลักของพุทธ มีเวลามากเท่าไหร ทำได้มาก มันก็ยิ่งดี ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ทำจนเป็นนิสัย เกิดผลขึ้นมาได้ ถ้าเรา ทำนิด ๆ หน่อย ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สะถิลัง กัมมัง การงานมันย่อมันหย่อน มันก็ไม่ได้ผลอะไร เป็นหลักของศาสนา เพราะฉะนั้น ทำอะไร ทำความเพียรก็ต้องติดต่อไปไม่ขาดสาย ต่อเนื่องกันไป ฝึกสมาธิก็ต้องต่อเนื่องไม่ขาด ดังนั้น จึงจะมีผล ได้ผล

จินตนา : ท่านได้ปฏิบัติคุณงามความดีมาตลอดในชีวิตของท่าน ท่านได้รับรางวัลมามากมาย อย่างเสมาธรรมจักร จากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ โล่รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และหลังสุด ท่านได้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่ทราบว่ารางวัลเหล่านี้ จะทำให้ท่านมีกำลังใจที่จะปฏิบัติภารกิจในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอีกมากไหมคะ
หลวงพ่อ : ถ้าพูดถึงกำลังใจที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ ไม่มีอะไร หลวงพ่อมีอยู่แล้ว แต่เมื่อรับของท่านมา ก็ต้องพยายามรักษาของท่านไว้ ไม่ให้เสีย ในเมื่อท่านให้เกียรติ ก็ต้องรักษาเกียรติอันนั้น ตามหลักของพุทธศาสนา ส่วนดีอกดีใจนั้นไม่มี มีกำลังใจอยู่แล้วที่จะต้องทำ ก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า อ้อการทำดีที่มีคนมองเห็นความดี ก็เป็นสิ่งที่ดี ภูมิใจว่า คนยังมองเห็นความดี มองเห็นคนดีทำดี นั่นเป็นหลักของพระพุทธศาสนา ถ้ามีมาก ๆ สังคมก็จะดี มุทิตา พลอยดีใจในเมื่อคนอื่นทำดี แล้วก็ให้ความสนับสนุน ให้กำลังใจ เป็นหน้าที่ของชาวพุทธด้วยกัน มีความรู้สึกว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ให้มาเราก็ต้องรักษาเกียรติซึ่งท่านให้มาแล้ว อย่าให้เสื่อมเสีย เป็นหน้าที่ของเรา



จินตนา : หลวงพ่อคะ ตลอดระยะเวลา ๗๒ ปี หลวงพ่อมีหลักการ ทำงานอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : ก็ไม่มีอะไร ผลงานในอดีตที่ทำมา ตัวเองพยายามยืนอยู่ในหลักของพระพุทธเจ้า มีความภูมิใจที่สุด คือ ไม่ให้กระแสโลกมันพัดไป ชาวบ้านเขาทำโน่นทำนี่ ชวนหลวงพ่อว่าทำไมไม่มีสิ่งโน้นไม่มีสิ่งนี้ ไม่พยายามทำตามเขา หลวงพ่อภูมิใจในตัวเอง ยืนอยู่ในหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้รักธรรมะ ธัมมะ กาโม ภะวัง โหติ ผู้รักธรรมเป็นผู้เจริญ พยายามใช้หลักนี้ จะไม่เปลี่ยนแปลง แม้สิ่งที่เราจะทำไป บางครั้งบางคราวมันเป็นการเสี่ยงต่อชีวิต แต่ก็ต้องทำเพื่อรักษาความเป็นธรรมไว้ในสังคม นั่นเป็นหลักของพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ เพราะว่าการจะได้ธรรมะมา การจะใช้ธรรมะ การจะเผยแพร่ธรรมะ เป็นเรื่องของการสละชีวิตเพื่อพระธรรม หลวงพ่อรักษาอันนี้ไว้ ที่ภูมิใจก็หมายความว่า ไม่ให้คนเขาจูงไปในทางที่ผิด ออกนอกลู่นอกทาง ความภูมิใจจริง ๆ ก็แค่นั้นเอง แม้จะมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนกัน ก็พยายามยืนในหลักของตนเองได้ จนพระทาง อเมริกาทั้งหมดเขาก็ให้การยอมรับ ว่าเรายืนอยู่ในหลักของเราได้ ไม่เปลี่ยนแปลง พระผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองไทยท่านก็ให้การยอมรับว่าดี ที่ไปอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ในหลักของพระพุทธเจ้า ไม่เปลี่ยนแปลง ท่านให้เกียรติ พอเป็นหลักให้พระที่มาอยู่อเมริกาได้ การปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธเจ้า ได้รับการยอมรับจากผู้รู้ ผู้รู้หมายถึงบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ ถ้าท่านยอมรับ ก็นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คือ หลักของพระพุทธศาสนา อันนี้พระพุทธเจ้าสอนว่า เวลาคนตินี่ พระพุทธเจ้าว่า ถ้าชาวบ้านธรรมดา จะด่า จะติ ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะคนเหล่านี้ ชอบเขาก็ชม ไม่ชอบเขาก็ติตามกิเลส ตามจิตใจของเขา พระพุทธเจ้าว่าอย่าไปถือเลย ถ้าคนมีความรู้ความเข้าใจ เป็นนักปราชญ์ บัณฑิต ตำหนินั่นแหละเราก็ต้องสำรวจตนเองว่ามีอะไรบกพร่อง ท่านจึงติ อีกอย่างหนึ่ง การชมก็เหมือนกัน การชมเชย การยกย่อง สรรเสริญนี่ ท่านก็บอกว่า คนธรรมดาสามัญ ชาวบ้านเขายกย่อง สรรเสริญนี่ เราก็อย่าไปถือ ไปตื่นเต้นกับเขาเลย ถ้านักปราชญ์อาจารย์บัณฑิต คนมีปัญญาความรู้ มีศีลมีธรรม ชมเรา ยกย่องเรา นั่นแหละควรจะภูมิใจ อ้อ ผู้รู้ บัณฑิต ให้เกียรติแก่เรา นี่คือเรื่องของการยกย่อง ตำหนิ ก็ถือหลักการทางพระพุทธศาสนา จึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับเขา

 

จินตนา : หลวงพ่อคะ ท่านให้ความสนใจเกี่ยวกับ การศึกษามาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการศึกษาของพระภิกษุหรือสามเณร ขอกราบนมัสการถามหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ
หลวงพ่อ : การศึกษาพระพุทธศาสนาของเราเวลานี้ เราศึกษาตามแบบโบราณ หลักสูตรภาษาไทย ภาษาของคณะสงฆ์ไทยเรียกว่า แผนกธรรม ก็เรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก หลักสูตรก็อันเก่านั่นแหละ ทีนี้ภาษาบาลี ท่านก็เรียนภาษาบาลีไปเรื่อย แปลบาลีเป็นไทย กลับไทยเป็นบาลีก็เรียนกันเท่านี้ อันนี้ถ้าพูดตามหลักของพระพุทธเจ้าแล้ว เราเรียนแบบนี้มาเป็นร้อย ๆ ปีน่าจะปรับหลักสูตรใหม่ เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าในแง่ของสังคม ในแง่ของเศรษฐกิจ ในแง่ของบ้านเมือง ในแง่ของการปกครอง มาเขียนแล้วก็ให้คนได้อ่านมากขึ้น ๆ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์มาก แต่เราก็ยังทำไม่ได้ ยังทำแบบเก่าอยู่ คือไม่ได้ประยุกต์หรือใช้หลักธรรม ที่จะเป็นประโยชน์มาใช้กันเลยเวลานี้ เราเรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง หลักสูตรเป็นร้อย ๆ ปี เดี๋ยวนี้โลกเขาไปกันถึงไหนแล้ว ยังอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เป็นพุทธศาสนา เป็นศาสนาของผู้มีปัญญา น่าจะเอาธรรมะง่าย ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคม ทางครอบครัว ในธรรมะ ข้อนี้มา พยายามเขียนเรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องลูกให้มากขึ้น ๆ สัมผัสทางตา สัมผัสทั้ง ๕ ตลอดเวลา ปลุกเร้าจิตใจของคนให้เห็นความสำคัญของธรรมะ เห็นความสำคัญของศาสนาว่ามีประโยชน์ แต่นี่เราไม่มีเลย มีแต่เรื่องอื่น เขาได้สัมผัสแต่เรื่องอื่น ๆ เขาก็น้อมไปตามกระแส ธรรมะของเราไม่ค่อยมีบทบาท ต่อสังคม เวลานี้เป็นอย่างนั้น การศึกษาพระสงฆ์น่าจะเปลี่ยน หลักสูตรนี้ได้แล้ว ให้มันทันโลกกับเขา เรียนให้มันทันโลก โลกะวิทู พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า รู้ทันโลก รู้แจ้งโลก ก็หมายความว่า สงฆ์ต้องรู้ทันสังคมทุกวันนี้เขาเป็นอย่างไร จะต้องใช้อย่างไร ความรู้ในทางพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในสังคมปัจจุบันอย่างไร อย่างนี้พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ แต่ทำไมคนไทยถึงมีวัฒนธรรมแบบไสยศาสตร์ เชื่อความงมงาย เชื่อเรื่องฤทธิ์ เรื่องเดชอยู่ ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมจะทำให้คนไทยมีวัฒนธรรมแบบวิทยาศาสตร์ แบบพุทธศาสตร์กันบ้าง เราต้องพยายามเร้า ปลูกจิตสำนึกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ปลูกจิตคนให้มีสำนึกอย่างนี้ ทำกันให้มาก ๆ หลวงพ่อว่าทำได้ แต่นี่เราไม่ค่อยทำเลย จะให้คนรู้ได้อย่างไร ไม่มีใครไปเร้าใจเขาเลย


จินตนา : หลวงพ่อมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ การศึกษาของเยาวชน ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : ขณะนี้คนกำลังตื่นตัวกับการศึกษา แต่ว่านานทีจะกลับเมืองไทยไปครั้งหนึ่ง ไปตามบ้านนอก เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ ตื่นตัวในการศึกษา อยากจะเรียน จบ ป.๖ แล้วก็อยากเข้าไปเรียนมัธยมต่อ บางทีพ่อแม่ไม่ให้เรียน ก็ร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ เพราะการศึกษาทุกวันนี้มันเข้าไปทุกซอกทุกมุมเมืองไทย แต่ว่าเรายังสนองเขาไม่ทั่วถึง อย่างที่ตำบลของหลวงพ่ออยู่ ตำบลบ้านค้อ เราจากมาห้าสิบปีแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไปตั้งโรงเรียนมัธยม พอตั้งโรงเรียนมัธยม ตำบลก็อยากจะมีโรงเรียนมัธยม ความจริงโรงเรียนมัธยมอยู่ในอำเภอ ซึ่งอยู่ก็ไม่ไกลหรอก แต่เขาอยากมีของเขาเอง ก็เลยแยกมาตั้งที่ตำบล ตำบลบ้านค้อก็รวมเป็นสามตำบลในตอนนี้ อาจารย์ใหญ่เขาเขียนโครงการมา อยากมีมูลนิธิ อยากจะให้ช่วยการศึกษา เขาตั้งโรงเรียนมาไม่กี่ปี มีนักเรียนเกือบพัน แต่ก่อนเป็นสาขาของอำเภอ เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่า สามารถ ก็ให้บริหารกันเอง ไม่ต้องให้ขึ้นกับอำเภอ แสดงว่าคนกำลังตื่นตัวกับการศึกษามาก เขาบอกว่า เด็กนักเรียน ๗๐๐-๘๐๐ คน ไม่มีทุน อยากจะให้ช่วยเหลือทุนการศึกษา

 

จินตนา : หลวงพ่อได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา ของเยาวชนในภูมิลำเนาของหลวงพ่ออย่างไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : ไปช่วยเหลือนี่ เป็นโรงเรียนที่หลวงพ่อเคยเรียนอยู่ บ้านเกิดจริง ๆ พอดีตอนหลังเขาไปเห็นชื่อหลวงพ่อ อาจารย์ใหญ่เขาก็เลยทำจดหมายมาถึง ไปตั้งมูลนิธิการศึกษาให้เขา ดำเนินการจัดตั้งไปแล้ว ทุนเริ่มต้น ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นมูลนิธิของโรงเรียนนั้น เป็นโรงเรียนประชาบาล ก็ได้ให้การช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องวีดีโอสอนวัฒนธรรมประเพณี ทางกระทรวงศึกษาต้องการให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแม่แบบของโรงเรียนปฏิรูปการศึกษา แล้วเขาก็ให้ทุนไป ทางรัฐบาลสนับสนุนทุนเพียง ๘๐,๐๐๐ บาท เขาก็บอกว่าจะซ่อมห้องต่าง ๆ และปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ รวมแล้วขาดงบประมาณ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เขาก็ทำหนังสือมา หลวงพ่อจะช่วยเหลือเขาเท่าที่จะช่วยเหลือได้


จินตนา : มีช่วงหนึ่งในชีวิตของหลวงพ่อ มีเรื่องการเมืองเข้ามากดดัน ไม่ทราบว่าหลวงพ่อใช้หลักปฏิบัติธรรมอย่างไรที่สามารถผ่านมรสุมอันนั้นมาได้คะ
หลวงพ่อ : ตอนนั้นเราก็พูดถึงกระบวนการของความยุติธรรม คือในยุคโน้นมันเป็นยุคที่เมืองไทยเรานี่กลัวอะไรไปหมด กลัวพวก คอมมิวมิสต์พูดง่าย ๆ พระหรือคนอะไรที่เขาทำงานเพื่อเป็นประโยชน์สังคม เจ้าหน้าที่มองไปในแง่นั้นหมด ในยุคนั้นพอดีเกิดปฏิวัติ พ.ศ. ๒๕๐๑ จอมพลสฤษฎิ์ ปฏิวัติเสร็จแล้วเขาก็ครองมา จนมาถึง ๒๕๐๑-๒๕๐๓ ตอนนั้นเขาจับอันธพาลทั่วประเทศ ทีนี้พวกจับ อันธพาลแทนที่จะไปจับอันธพาลกลับมาจับคนดี พวกเจ้าหน้าที่หลวงพ่อพูดเสมอว่า พวกเจ้าหน้าที่นั่นแหละเป็นอันธพาลเวลาจับคนอื่น คนเข้าวัดเข้าวายังจับไปเลย หาว่าหลวงพ่อนิยมเรื่องลัทธิอะไรไปทำนองนั้น เขาก็เลยหาเรื่อง ความจริงงานศาสนาในที่นั้น ในอำเภอนั้นกำลังรุ่งเรืองที่สุด เรียกว่านำชาวบ้าน เด็กนักเรียน ซึ่งกำลังเรียนชั้นประถมนำมาร่วมกิจกรรมสำคัญทางศาสนา เช่น เวียนเทียน ซึ่งไม่มีใครทำ เรียกว่าในจังหวัดนั้นอาจจะมีแห่งเดียวที่ทำได้ งานกิจการทางพระศาสนากำลังรุ่งเรือง กำลังก้าวหน้า พระภิกษุสามเณรกำลังตื่นตัวที่จะศึกษาเล่าเรียน หลวงพ่อนำไปฝากเรียนที่โน่นที่นี่ ก็เผอิญเขาหาว่าเราเป็นพิษเป็นภัยต่อบ้านเมือง เขาจึงนิมนต์ไปจำพรรษาที่โน้น ความจริงเขาจับเรานั่นเอง จับก็จับไปสิไม่เห็นเป็นอะไร เห็นว่ามีผิดก็จับไปไม่เป็นไร มาพิสูจน์กัน พระพุทธเจ้าสอนว่า คนดีอยู่ที่ไหนก็ได้ พระเจ้าพิมพิสารถูกลูกชายจับไปขังคุกยังทำความดีในคุกได้ พระเจ้าอชาตศัตรูจับพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก ท่านก็ทำความดีในคุกได้ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไร อยู่ที่ไหนก็ได้ คนดีทำความดีได้ ใช้หลักธรรมะ แล้วก็จะพิสูจน์ตัวเอง ความจริงมันก็ต้องพิสูจน์ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องไปพิสูจน์ใช้เวลาถึง ๔ ปี ก็การเมือง เขาก็คงเห็นว่าเราไม่มีอะไร พิสูจน์แล้วว่าหลวงพ่อไม่มีอะไร เขาก็เลยถอนฟ้องให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ เสร็จเรื่องแล้วหลวงพ่อก็หันตัวเข้าสู่ผ้ากาสาวพัสตร์ ทำหน้าที่ของเราต่อไป บางคน พวกนักการเมือง พวกพ้องก็ชวนให้หลวงพ่อไปสมัครผู้แทนบ้าง อะไรบ้าง ก็ไม่เอา ถ้าจะทำงานเพื่อสังคมโลก สู้เป็นพระไม่ได้ อย่างอื่นมันทำไม่ได้มันแคบ ชีวิตแห่งความเป็นพระเท่านั้นที่จะทำอะไรทุกระดับชั้นได้ จากต่ำสุดถึงสูงสุดเราก็ทำได้ เพราะฉะนั้นใช้ชีวิตแบบพระดีกว่า

 

จินตนา : ในช่วง ๔ ปีนั้น ไม่ทราบว่าหลวงพ่อใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรคะ
หลวงพ่อ : ก็ทำเหมือนกับอยู่วัด เหมือนเราอยู่เป็นพระ สวดมนต์ อ่านหนังสือ เขียนหนังสืออยู่ที่นั่น และก็ไปสอนนักโทษซึ่งมีหลายพันคน พวกติดยาเสพติด คดีอะไรสารพัด หลวงพ่อก็ไปสอนเขา พวกเขาก็ตื่นเต้นดี ที่เราไปสอน ตอนนั้นยาเสพติดมีมาก ไปสอนพวกเขา พวกเขาก็พากันชอบอกชอบใจปรบมือกันสนั่นหวั่นไหว หนักเข้า ๆ ผู้คุมบอกว่า ตั้งแต่ท่านมหามาสอนพวกนี้ดีจังเลยไม่ต้องใช้ไม้ตะพด หลวงพ่อใช้ธรรมะ หลวงพ่อบอกว่า ชีวิตของคนน่ะ มันก็ต้องมีพลาดได้ไม่เป็นไรหรอก เรื่องที่แล้ว ๆ มาให้มันแล้วไป ตั้งใจทำดีใหม่ คนเราต้องเอาดีได้ พยายามปลอบใจเขา เขาก็ดีอกดีใจ ชื่นชมยินดี เจ้าหน้าที่เขาก็สบาย อยู่กันแบบเพื่อน เมื่อมีผิดก็อย่าไปดูถูกเหยียดหยามกันเลย เห็นชัด ๆ วันหนึ่งไปอบรม เจ้าหน้าที่มาอบรม คนหลายพัน พอเจ้าหน้าที่พูดพวกเขาไม่ฟัง ส่งเสียงอึกกระทึก พอเจ้าหน้าที่พูดจบ หลวงพ่อเข้าไปพวกเขาเงียบ หลวงพ่อพูดพวกเขาปรบมือ เจ้าหน้าที่คงทึ่งเรา การที่จะอบรมเขาถือหลักให้ความดีแก่เขา ไม่ใช่ไปกดขี่เขา แทนที่จะดี ความกดดันก็ยิ่งมากขึ้น ถ้าเราใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าก็อยู่กันได้ในสังคม ใช้แต่หลักธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหนที่นั่นก็อยู่กันได้อย่างสบาย


จินตนา: หลวงพ่อคะ พระรูปไหนคะที่หลวงพ่อประทับใจ ยึดถือ เป็นแนวทางในการปฏิบัติทางธรรม
หลวงพ่อ : แนวทางในการปฏิบัติทางธรรมะ การปฏิบัติกิจพระพุทธศาสนานี่ หลวงพ่อไปอยู่วัดมหาธาตุฯ พอดีตอนนั้นหลวงพ่อปัญญานันทะท่านออกเทศน์ รู้สึกว่าเป็นยุคแรกที่สุด พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๓ หลวงพ่อกำลังเรียนหนังสืออยู่ได้ไปฟังท่านก็เลยประทับใจ ขณะที่อยู่กรุงเทพฯ หลวงพ่อได้มีโอกาสฟังคำบรรยายธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาส ซึ่งได้มาบรรยายที่พุทธสมาคมบ้าง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบ้าง หลวงพ่อจึงยึดถือเอาเป็นแนวในการที่จะทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา แม้บารมีของหลวงพ่อจะมียังไม่มาก แต่หลวงพ่อได้แนวของท่าน -ซึ่งเป็นแนวของชีวิต พูดได้ว่า หลวงพ่อมีหลวงพ่อปัญญานันทะและหลวงพ่อพุทธทาสเป็นแนวทาง ส่วนผู้ที่ให้ความประทับใจที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นหลวงพ่อ(ครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้) ได้แก่ หลวงพ่อพระ พิมลธรรม ตอนหลังท่านได้เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ท่านเป็นหลวงพ่อโดยตรง ไปอยู่วัดมหาธาตุฯ- ท่านก็ฝากฝังให้ และกิจกรรมต่าง ๆ เรื่องการทำวัตร ไหว้พระ สวดมนต์ การไหว้ รู้สึกว่าท่านให้ความสำคัญมาก เรื่องเหล่านี้ได้จากท่าน ในเรื่องพิธีกรรม เกี่ยวกับกิจศาสนา การไหว้พระ สวดมนต์ การกราบ การไหว้ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย รู้สึกว่าได้จากท่านมาก และท่านเป็นพระที่มีความอดทนสูงที่สุด ใครจะเกลียด ใครจะชัง ใครจะว่า ใครจะวิจารณ์ ท่านก็ไม่เกลียด อันนี้ได้เป็นส่วนหนึ่ง ท่านเป็นผู้ที่ให้แง่คิดในชีวิต ท่านยังกำชับว่า เวลาไปทำงาน พวกเราชอบเอาผู้ใหญ่เป็นบันไดไต่ขึ้น เพราะฉะนั้นเธอไปทำงานไม่ต้องใช้ผู้ใหญ่เป็นบันได นี่ถือว่าประทับใจที่สุด ว่าเราทำงานที่ไหน ไปที่ไหนต้องทำงานด้วยกำลังความสามารถของตนเอง ไม่ต้องอ้างผู้ใหญ่อย่างโน้นอย่างนี้ หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ให้ความคิดอันนี้ ก็ยึดมั่นถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นพระที่หลวงพ่อเห็นมาว่า เป็นพระที่ไม่อาฆาตพยาบาทใคร มีอยู่องค์เดียวที่เขาหาเรื่องสารพัด ท่านก็ไม่เอาเรื่องเขา ความดีมันต้องพิสูจน์ การยืนหยัดต่อการพิสูจน์คือความดี ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่เสียหายหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อันนั้นก็ได้เป็นสิ่งที่ประทับใจ จิตใจต้องไม่หวั่นไหว ก็ได้จากท่านที่ได้ให้ไว้

 

จินตนา : หลวงพ่อคะ ท่านมานานไม่ทราบว่า ท่านมองสังคมอเมริกาอย่างไรคะ และคนไทยเรามาอยู่ที่นี่ไม่ทราบว่าเรารับเอาส่วน ที่ดีของคนอเมริกันเข้ามามากน้อยแค่ไหนคะ
หลวงพ่อ : ความจริงสังคมอเมริกัน เดี๋ยวนี้เขาก็มีปัญหามากเหมือนกัน ก็เรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เมื่อสังคมอเมริกันมีปัญหา ปัญหานั้นก็ออกไปสู่สังคมอื่น ๆ ต่อไปด้วย ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาเยาวชน ก็เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ปัญหาแก๊งต่าง ๆ มากมายก่ายกองเกิดขึ้นมา ถ้าเขาทบทวนระบบการศึกษาของเขาได้ดี สังคมของอเมริกันก็คงเดินไปตามแนวที่เขาเคยมา เพราะเป็นสังคมที่เขาปรับตัวได้ดี อย่างอื่นระเบียบแบบแผนเขายังมีความเคร่งครัดอยู่ คนอเมริกันเขายังเคารพระเบียบแบบแผนของเขา พรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครต บางทีหากมีปัญหาอะไร ที่แก้แล้วเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองของเขา เขาก็จะช่วยกันทำ อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจหลวงพ่อ คือ คนอเมริกันเคารพในระเบียบแบบแผน ความตรงต่อเวลา สิ่งเหล่านี้เขาไม่ทำลาย ซึ่งตรงกับหลักของพระศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสังคมใดก็ตาม เป็นสังคมที่มีระเบียบแบบแผน สังคมนั้น จะเป็นสังคมที่เจริญ หลวงพ่อเห็นว่าคนอเมริกันเขายังเคารพระเบียบแบบแผน แม้ในสภา เราจะเห็นว่า เวลาแถลงการใหญ่ ๆ แน่นสภา ทั้งสภาสูงและสภาต่ำ เขาฟังกัน ถ้าประธานาธิบดีแถลงนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์แก่สังคมของเขา เขาจะปรบมือกันสนั่นหวั่นไหว นี่เป็นความมีระเบียบของเขา ความมีวินัยของเขา เป็นอย่างนี้ มองย้อนไป อยู่เมืองฝรั่ง นั่งดูสังคมไทย เห็นไหม สังคมไทยนี่ไม่ค่อยมีระเบียบเลย เรื่องขาดวินัย หลวงพ่อเป็นห่วงสังคมไทยเรากำลังขาดวินัย พระพุทธเจ้าสอนว่า สังคมใดขาดวินัย สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่เสื่อม ถ้าไม่มีวินัยจะเจริญได้อย่างไร พุทธศาสนาอยู่มาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปีอยู่ได้เพราะวินัย ถ้าไม่มีวินัย สังคมพระพุทธศาสนา ก็หมดไป พระพุทธเจ้ายกย่องวินัยเป็นเครื่องแก้ปัญหาสังคม เป็นชีวิตของสังคม สังคมใด ถ้ามีวินัยแล้ว จะสร้างความเจริญอะไรต่อไป จะมีฐานรองรับ ถ้าเราไม่มีวินัย ฐานรองรับความดีไม่มีแล้ว เมืองไทยสร้างความดีไม่ได้ เพราะขาดวินัย ขาดศีล คนไทยเราเวลาบอกให้รักษาศีล คนเฒ่า คนแก่ไปรักษา คนที่กำลังทำงานนั่นแหละ ต้องมีศีล มีวินัย นักศึกษานักเรียนต้องมีวินัย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่แต่ละโครงการต้องมีวินัยต้องมีระเบียบ ไม่ต้องไปยกให้คนเฒ่าคนแก่ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า วินัยหรือศีลนี้ เป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดา หมายถึง บ่อเกิดของความดีทั้งหลาย นี่เราขาดวินัยเบื้องต้น ฐานรองรับก็ไม่มี บ่อที่จะเกิดความดีอย่างอื่นก็ไม่มี แล้วเราจะพึ่งอะไรก็เมื่อขาดวินัย สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดวินัยจึงเป็นสังคมที่น่าห่วงมาก ถ้าสังคมเราไม่ย้อนกลับไปแบบโบราณให้เคร่งครัดในระเบียบวินัย สังคมไทยจะลำบาก



จินตนา : หลวงพ่อติดตามข่าวสารมาตลอด หลวงพ่อมองแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมไทยอย่างไรบ้างคะ
หลวงพ่อ : คงแก้ยาก เพราะขาดหลัก ไม่ได้ใช้หลัก พระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่สังคม มันต้องแก้คน คนแต่ละคน ถ้าเป็นคนดี จะเป็นปัญหาสังคมได้อย่างไร คนแต่ละคนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม หลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า การจะแก้ปัญหาสังคม จะต้องแก้ปัญหาของแต่ละคน ถ้าคนแต่ละคนเป็นคนดี ปัญหาของสังคมมันจะเกิดได้อย่างไร นี่เราไม่แก้กัน คนแก้ปัญหา ตัวของคนแก้ปัญหา มีปัญหาเยอะแยะ จะแก้ปัญหาคนอื่นได้อย่างไร หลวงพ่อพุทธทาสท่านสอนว่า การสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก คนแก้ต้องแก้ปัญหาตัวเองให้ได้ก่อนจึงจะไปแก้ปัญหาสังคมได้ ตอนนี้สังคมมีปัญหาเยอะแยะ เพราะจิตใจขาดหลักธรรมะ ขาดศีล ขาดวินัย จึงแก้ปัญหาสังคมไม่ค่อยได้ผล คุณจินตนาสังเกตไหมว่าเวลาประชุมแก้ปัญหาอาชญากรรม ความเลวร้ายต่าง ๆ ในทางสังคม บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลาย ท่านจะโยนปัญหานี้ให้คนยากจน ให้คนไม่มีการศึกษา คนได้รับการศึกษาต่ำ สร้างปัญหาอาชญากรรม และความเลวร้ายเกิดในสังคม โยนให้เขา มีบ้างไหม ที่เขาพูดว่าปัญหาอาชญากรรม ความเลวร้ายในสังคมทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นเพราะจิตใจ เพราะคนไม่มีศีลธรรม มีใครพูดไหม ถ้าจะแก้ ปัญหานี้ ก็คือที่จิตใจของคน พัฒนาคนให้มีศีลมีธรรม คนดีจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ คนยากคนจนจะไปซื้ออาวุธสงครามมาฆ่าคนได้อย่างไร จะค้าเฮโรอีนราคาเป็นหมื่นล้านแสนล้านได้อย่างไร มันทำไม่ได้ แต่เวลาเข้าประชุมในการที่จะปราบปัญหาเหล่านี้ โยนให้กับคนยากจน โยนให้คนที่ไม่มีอยู่มีกิน โยนให้กับคนที่ด้อยการศึกษาทั้งหลาย แล้วปัญหาอันนี้เราจะแก้ได้อย่างไร ซึ่งเขาพูดว่า เกาไม่ถูกที่คัน ก็แบบนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาสังคมไทยให้ได้ ทุกคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า ต้องมีศีลธรรม ถึงจะแก้ได้ สังคมไทยเราเป็นสังคมบริโภค ไปกินทำไมเหล้า ไปกินอะไรมากมาย ไวน์ไปกินทำไมขวดละแสน เอาเงินแสนไปสร้างโรงเรียนให้เด็กดีกว่า แก้ได้ไหม ไปเลี้ยงกันทีหนึ่งหมดเงินเป็นล้านไปเลี้ยงกันทำไม ทำไมไม่ไปสร้างโรงเรียนให้เด็กบ้านนอกมันเรียน ไปสร้างสุขศาลาให้คนบ้านนอกได้รักษากัน ได้คลอดลูกกันบ้าง ทำไม ไม่ทำ เอาเงินมาใช้อย่างนี้แล้วจะแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร คนแต่ละคนยังไม่แก้ปัญหาให้แก่ตนเอง หลวงพ่อรับรองว่า ถ้าไม่แก้ปัญหาอย่างนี้ ไม่มีทางแก้ได้ ถ้าไม่หวนไปใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้า คุณจินตนาเห็นได้ชัด ในหลวง พระองค์แก้ปัญหาสังคมได้ เพราะท่านมีธรรมะ จึงแก้ปัญหาได้ที่นั่นที่นี่ โครงการพระราชดำริมีมากมาย ไม่มี ท่านก็พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ออกไปก่อน ท่านมีวินัย ท่านมีธรรมะ ท่านก็ไปช่วยสังคมอย่างได้ผล ทีนี้คนแต่ละคนระดับอย่างเรา ถ้าใช้หลักนั้นสิ เมืองไทยของเรานี่ก็คงจะแก้ได้ง่าย ไม่ใช่แก้ยาก แต่นี่มันขาดธรรมะ มันจึงแก้ไม่ได้

 

จินตนา : หลวงพ่อคะ ท่านมองอนาคตวัดไทย ดี.ซี. เป็นอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : ต่อไปเราคงต้องเน้นกับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ทำอย่างไรจะเข้าถึงเขาให้ได้ ดึงเอาเขาเข้ามาช่วยงานเรา ให้เขาเห็นความสำคัญของเรานั้นแหละเราจะอยู่ได้อย่างผสมผสานกันไป ตอนนี้เราก็มีอยู่บ้างแล้ว ถ้าเขาเห็นความสำคัญของเราว่า วัดไทยก็มีประโยชน์ต่อสังคมของเขาเขาก็จะให้ความร่วมมือ เราต้องพยายามทำความดีเอาไว้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความดีนั่นแหละจะช่วยสังคมเอาไว้

จินตนา : แนวทางการทำงานของพระธรรมทูตเป็นอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : แนวทางต้องยึดหลักของพระพุทธเจ้า เราต้องยึดหลักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วนี่เรายังไม่ได้ทำเลย พระพุทธเจ้าส่งพระธรรมทูตไปประกาศศาสนาครั้งแรกว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก โดยอาศัยอนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล และเพื่อความสุขของ เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ตั้งแต่ส่งสาวกออกประกาศศาสนาครั้งแรก ท่านสั่งไว้แล้ว เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างนั้น ยืนหยัดอยู่อย่างนั้น ถ้าเรามีพระธรรมทูตอย่างนี้ไม่ต้องมากหรอกเปอร์เซนต์ให้เพิ่มขึ้นหน่อย เราก็สามารถทำงานเพื่อพระศาสนาได้ดีขึ้น

จินตนา : หลักธรรมข้อไหนที่หลวงพ่อยึดถือปฏิบัติมากที่สุดคะ
หลวงพ่อ : พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าให้เป็นเหยื่อของกิเลส จงอยู่เหนืออารมณ์ฝ่ายต่ำ อย่าให้อารมณ์ฝ่ายต่ำมันอยู่เหนือเรา เท่านั้นแหละ ถ้าเราควบคุม คือ ใช้หลักของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ภูมิปัญญาและภูมิธรรม เดี๋ยวนี้ภูมิปัญญาเราพอมีได้ แต่ว่าภูมิธรรมนี่เราหายากเหลือเกิน นี่เป็นปัญหาใหญ่

จินตนา: หลวงพ่อเป็นนักอ่านหนังสือนะคะ ไม่ทราบว่าหนังสือเล่มไหนที่หลวงพ่อประทับใจและชอบมากที่สุดคะ
หลวงพ่อ : หลวงพ่อก็อ่านไปเรื่อย ๆ หนังสือที่อ่านแล้ว เตือนจิตตนเองได้จริง ๆ ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็อ่านหนังสือของหลวงพ่อพุทธทาส คือท่านว่าแรง ๆ ด่าไปบ้าง อะไรบ้าง เรานึกเอ้อดีท่านด่าเรา เราก็ได้ข้อคิดเตือนจิตเราในด้านการสอนนั้นท่านก็สอนว่า การที่เราไปสอนคนนี่นะ ที่เราเขียนให้เขาดู เทศน์ให้เขาฟังอะไรมีอุปกรณ์สื่อสารพัด มันทำกันมากแล้วเดี๋ยวนี้ เราทำอย่างไร จะทำสิ่งที่ยากที่ลำบากที่เสียสละ ทำความดีให้เขาเห็น อันนี้เราประทับใจ เพราะเราจะไปอยู่ที่ไหน ต้องพยามทำสิ่งที่มันเป็นความดี อย่าให้มันเปลี่ยนแปลง อย่างหลวงพ่อไหว้พระสวดมนต์ก็ทำตลอดไม่เคยขาด ป่วยไข้อยู่ก็ลุกมาทำ ก็หมายความทำสิ่งที่ยากที่ลำบาก ที่เสียสละให้เขาเห็น อันนี้เป็นสิ่งที่หลวงพ่อประทับใจหนังสือของท่าน ในการเผยแพร่พระศาสนา ท่านบอกไว้อย่างนั้น และนอกจากนั้นท่านก็บอกว่าเราต้องทำให้อยู่เหนือกิเลสให้เขาเห็น อันนี้เราอาจจะไม่ได้ เพราะเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ก็อย่าให้มันครอบงำเรา อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง อาฆาตพยาบาทคนอื่น ก่อเรื่องก่อราวอย่าให้มันครอบงำเรา เราไม่ทำอย่างนั้น อันนี้เราก็อยู่เหนือความชั่วได้พอสมควร ในฐานะเรายังไม่เป็นพระอรหันต์

จินตนา : หลวงพ่อคะ ในโอกาสที่ท่านจะเจริญอายุครบ ๖ รอบ ไม่ทราบว่าท่านจะให้ข้อคิดอะไรกับคนไทยที่นี่หรือว่าคนไทยในประเทศไทยบ้างไหมคะ
หลวงพ่อ : ในเรื่องให้ข้อคิด หรือฝากความคิดก็ฝากมาอยู่เรื่อย ไม่ต้องถึง ๗๐ ปี ๗๒ ปี ๖ รอบอะไร ก็ให้มาอยู่เรื่อยตั้งแต่ออกทำงานศาสนาก็ให้ข้อคิดมาเรื่อยคือชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาก็อยากจะให้เป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาจริงๆ ชาวพุทธจริง ๆ ก็หมายความว่า ใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าให้เราอยู่ร่วมกัน แบบคนมีศาสนาแบบมีธรรมะ คืออยู่ร่วมกันแล้วอย่าให้เกิดปัญหา เวลานี้คนไทยเรานี้ ไม่ค่อยจะร่วมรักสามัคคีกันโดยใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าคอยมีปัญหาเรื่อย ตั้งแต่ส่วนย่อยจนถึงส่วนใหญ่ขึ้นไป แทนที่อะไรจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อพระศาสนา ต่อประเทศชาติบ้านเมือง แทนที่จะร่วมกันจัด ร่วมกันทำ ถ้าคนไทยเรานับถือ พระพุทธศาสนาจริง ๆ เป็นคนพุทธจริง ๆ เป็นคนมีศาสนา เป็นคนมีธรรมะจริง ๆ ในจิตใจ จะสร้างสรรประเทศของเราให้เจริญยิ่งกว่านี้ คุณจินตนาทราบไหมเวลานี้ คนไทยของเราทั้งฝ่ายวัดฝ่ายบ้านตกอยู่ในสภาพแห่งความประมาท พระพุทธเจ้าสอนว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คนประมาทก็คือคนตาย เราต้องเป็นคนไม่ประมาท ในเมื่อคนอื่นประมาท เราต้องเป็นคนตื่นอยู่ ในเมื่อคนอื่นหลับ ท่านบอกว่า ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราจะทิ้งคนที่ไม่มีกำลัง คือคนที่ไม่มีความตรู้ไว้ข้างหลัง เหมือนกับม้าฝีเท้าเร็ว ทิ้งม้ากระจอกไว้ข้างหลัง ฉะนั้น เวลานี้สภาพแบบนี้ มาตกอยู่กับสังคมไทย สังคมไทยประมาท สังคมอื่นเขาไม่ประมาท ไม่ได้ไปยกย่องเขา แต่การเผยแผ่ศาสนานี้ สังคมอื่น ศาสนา ลัทธิอื่นเขาทำกันจริงจัง เขาไม่ประมาท เห็นว่าคนไทยเราประมาท เดี๋ยวนี้พระไทยเราก็ประมาท เขาไปเผยแผ่ศาสนา ในเมืองไทย บ้านนอกเมื่อก่อนไม่เคยมี เดี๋ยวนี้ก็มีไปหมด เพราะฉะนั้น ปัญหานี้จึงอยากจะให้คนไทยต้องเป็นคนไม่ประมาทตามหลักของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นปัจฉิมวาจา ตอนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานท่านบอกว่า ท่านทั้งหลาย จงยังความประมาทให้ถึงพร้อมเถิดหมายความว่า เตือนสติให้ไม่ประมาท ต้องทำ ถ้าเราทำกันจริง ๆ เมืองไทยเราจะเป็นเมืองสวรรค์ เรามีสติเตือนตนตลอดเวลา เร่งหน้าที่ของเรา ใครมีหน้าที่อะไร ทำหน้าที่อันนั้น ๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่ประมาท

 

จินตนา: กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะ ที่ให้สัมภาษณ์ ในวันนี้ ขอกราบนมัสการค่ะ

 
 

 


Wat Thai Washington DC IT Services Copyright (C) 1999 - 2000 Buddhist Association

in Washington D.C